วันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

Exponential Moving Average(EMA)

ส่วนการหาเส้นค่าเฉลี่ย แบบ EMA (Exponential Moving Average)


เป็นรูปแบบหนึ่งของการหาค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก โดยการให้ความสำคัญกับค่าตัวหนึ่งที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของราคา และถ่วงน้ำหนักให้ค่าสุดท้ายมีความสำคัญเพิ่มขึ้น

EMA

ซึ่งวิธีนี้เป็นการพยายามแก้ไขข้อบกพร่องที่เกิด ขึ้นจากวิธี SMA กล่าวคือ EMA นั้น จะถ่วงน้ำหนักโดยให้ความสำคัญกับวันสุดท้ายมากที่สุด และจะเอาค่าทุก ๆ ค่ามาหาค่าเฉลี่ย โดยจะไม่ทิ้งข้อมูลเก่าที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้ค่าทุกค่าสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของราคา

หลักการคำนวนคือ
ขณะที่ค่า เฉลี่ยเคลื่อนที่ตัวอื่น ๆ ให้ความสำคัญต่อคาบเวลา แต่ EMA จะให้ความสำคัญกับค่าตัวหนึ่งที่เรียกว่า SMOOTHING FACTOR (SF) หรือ SMOOTHING CONSTANT  โดยที่ SF = 2/(n+1) ซึ่งวิธีการสร้าง EMA มีสูตรการคำนวณคือ

EMA   =   EMAt-1 + SF(Pt - EMAt-1)
เมื่อ EMAt  คือ  ค่าของ Exponential Moving Average ณ เวลาปัจจุบัน
EMAt-1   คือ  ค่าของ Exponential Moving Average ณ คาบเวลาก่อนหน้า
SF  คือ  ค่าของ Smoothing Factor = 2/(n+1)
Pt  คือ  ราคาปัจจุบัน
n คือ  จำนวนวัน

ขอบคุณบทความจาก : investorchart.com
ขอบคุณรูปภาพจาก : zeeforexweltrade.blogspot.com

วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

Simple Moving Average(SMA)

Simple Moving Average(SMA)

เป็นการคำนวณค่าเฉลี่ยทั่วไปโดยไม่ถ่วงน้ำหนัก นั่นหมายความว่าวิธีนี้ให้น้ำหนักของราคาหุ้นในแต่ละวันเท่ากัน เหมาะกับหุ้นที่การเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น แบบค่อยเป็นค่อยไป มีสูตรดังนี้
SMAt = 1/N(Pt+..........+Pt-N+1)
โดย P = ราคา
       T = วัน t
       N = จำนวนวันในค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่
SMA
จะออกมาให้เห็นแบบในรูปด้านล่างครับ
SMA
ขอบคุณบทความจาก :
  1. หนังสือ มหัศจรรย์แห่งเทคนิค
  2. website : investorchart.com

วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

มารู้จักกับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่

เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Averages)

1275292900

เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่คือเส้นที่เพื่อนเห็น หลายๆ เส้นนั้นเอง

เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อน ที่เป็นการคำนวณหาค่าเฉลี่ยราคาหุ้นหรือค่าเฉลี่ยของดัชนีบ่งชี้ (Indicator) ในช่วงเวลาหนึ่งๆ ที่วันต่อมาราคาหุ้นได้เปลี่ยนแปลงไป ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่นี้ก็จะเปลี่ยนขึ้นหรือลงตามไปด้วย

เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อน ที่อาจใช้ข้อมูลจากราคาปิด ราคาเปิด ราคาสูงสุด ราคาต่ำสุด หรืออาจำเอาค่าของดัชนีบ่งชีมาคำนวณก็ได้

ชนิดของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่

  1. Simple Moving Average(SMA)
  2. Exponential Moving Average(EMA)
  3. Double Exponential Moving Average(DEMA)
  4. Triple Exponential Moving Average(TEMA)
  5. Weighte Moving Average(WMA)
  6. Hamming Moving Average(HMA)
  7. Modified Moving Average(MMA)
  8. Time Series Moving Average(TiMA)
  9. Triangular Moving Average(TMA)
  10. Variable Moving Average(VMA)
  11. ฯลฯ

แม้ว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่จะมีหลายชนิด แต่ที่นิยมใช้กันในประเทศไทย มี EMA,SMA ครับ

ประโยชน์ของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ คือ

  1. หาแนวโน้มของราคาหุ้น โดยลดควาแกว่งตัวของราคาหุ้น ทำให้เห็นแนวโน้มได้ง่ายและชัดเจนมากขึ้น
  2. หาจุดซื้อและจุขายจากจุดตัดของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่
  3. หาแนวหนุนและแนวต้าน โดยดูความลาดชันของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ในตัวของหุ้น

ขอบคุณบทความจาก : หนังสือ มหัศจรรย์แห่งเทคนิค
ขอบคุณรูปภาพจาก : google.co.th

วันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

รู้จักเส้นแนวโน้ม หรือ Trendlines

เส้นแนวโน้ม หรือ Trendlines

เส้นแนวโน้ม หรือ Trendlines คือเส้นที่บอกแนวโน้ของตลาดหุ้นว่าอยู่ในขาขึ้น(Bull Market) หรือขาลง(Bear Market)

เส้นแนวโน้มขาขึ้น จะลากจากจุดต่ำสุด(Bottom) ที่มีนัยสำคัญตั้งแต่ 2 จุดขึ้นไป เพื่อหาแนวหนุน ซึ่งเส้นแนวโน้มจะมีลักษณะ ดังรูป

Trendlines

ซึ่งเรามีความเชื่อว่าถ้าราคาหุ้นหลุดจากเส้นแนวโน้มลงมาแสดงว่าเป็นแนวโน้มขาลง

เส้นแนวโน้มขาลง เป็นเส้นที่ลาสกจากจุดสูงสุด(Top) ที่มีนัยสำคัญตั้งแต่ 2 จุดขึ้นไป เพื่อหาแนวต้าน ซึ่งเส้นแนวโน้มจะมีลักษณะ ดังรูป

Trendlines

ซึ่งเรามีความเชื่อว่าราคาหุ้นผ่านเส้นแน้วโน้มขึ้นไปจะเป็นแนวโน้มขาขึ้น

เทคนิค : ในขณะที่การฝ่า(Breakout) ควรจะมีปริมาณการซื้อขายที่หนาแน่นด้วยจึงจะเป็นตามทิศทางนั้น ปริมาณการซื้อขายยิ่งมากก็ยิ่งแรง ถ้าปริมาณการซื้อขายน้อย การฝ่านั้นก็ไม่มีความหมาย  มีโอกาสเป็นสัญญาณหลอกได้(Fauly signal)

ขอบคุณบทความจาก : หนังสือ มหัศจรรย์แห่งเทคนิค
ขอบคุณรูปภาพจาก : google.co.th

วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงแนวโน้ม ของหุ้น

การเล่นหุ้น

Bull&Bear

การเคลี่ยนไหวของราคาหุ้นทุกๆ แนวโน้มจะมีผลมาจากปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Factors) และจะปรากฏเป็นจิตวิทยามวลชน (Mass Psycholygy) ที่จะอธิบานแต่ละช่วงของแนวโน้มอันประกอบเป็นแนวโน้มใหญ่ ซึ่งตลาดหุ้นแนวโน้มใหญ่มี 2 ชนิด คือแนวโน้มขาขึ้นหรือตลาดกระทิง(Bull Market) และแนวโน้มขาลง หรือ ตลาดหมี(Bear Market)

ขอบคุณบทความจาก : หนังสือ มหัศจรรย์แห่งเทคนิค
ขอบคุณรูปภาพจาก : Google.co.th

บทความเกี่ยวข้อง

ทฤษฎีดาว ของ Dow’s Theory

charlesdow

วันนี้เราจะมารู้จักกับ ทฤษดีดาว หรือ Dow’s Theory เกิดจากการรวมรวมและเรียบเรียงข้อเขียนจากบทบรรณาธิการในหนังสือพิมพ์ “The Wall Street Journal” ซึ่ง Charles Henry Dow และเพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนชื่อ Edward Jones เป็นผู้ก่อตั้ง จนกลายมาเป็นทฤษฏดีดาว หรือ Dow’s Theory นั้นเอง

ทฤษดีดาว หรือ Dow’s Theory ตามแนวคิด เขาจะมองการขึ้นลงของราคาหุ้นเปรียบเสมือนการขึ้นลงของน้ำทะเล กล่าวคือ ช่วงน้ำทะเลยเริ่มขึ้น คลื่นที่ซัดเข้าฝั่งแต่ละลูกจะขยับสูงขึ้นกว่าครั้งก่อนๆ และในทางกับกัน ช่วงน้ำทะเลเริ่มลง  คลื่นที่ซัดเข้าฝั่งแต่ละลูกจะเริ่มมีระดับลดลงเรื่อยๆ เปรียบเหมือนหุ้นเมื่อเป็นขาขึ้นหุ้นจะวิ่งขึ้นสูงกว่าทางที่หุ้นตกลง ส่วนขาลงระยะทางที่หุ้นตำลงจะยาวกว่าระยะทางที่หุ้นวิ่งขึ้น นั้นเอง

ทฤษฎีดาวได้แบ่งแนวโน้มราคาหุ้นเป็น 3 ประเภทตามระยะเวลา คือ

  1. แนวโน้มใหญ่ หรือ แนวโน้มระยะยาว(Primary Trend)
  2. แนวโม้นรอง หรือ แนวโน้มระยะกลาง(Intermediate Trend)
  3. แนวโน้มย่อย หรือ แนวโน้มระยะสั้น(Minor Trend)

ขอบคุณบทความจาก : หนังสือ มหัศจรรย์แห่งเทคนิค
ขอบคุณรูปภาพจาก : zeeforexweltrade.blogspot.com

วันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Lagging Indicators (Momentum Indicators)

Lagging Indicators (Momentum Indicators)

เราจะมองแนวโน้มได้อย่างไร ?  Indicators ที่สามารถที่สามารถช่วยเราในเรื่องนี้ได้ก็คือ MACD และ Moving averages (ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่) ซึ่ง ตัวชี้วัดเหล่านี้จะชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มเมื่อเกิดแนวโน้มขึ้นแล้ว แต่เราอาจจะเข้าออเดอร์ได้ช้ากว่า  แต่ข้อดีของมันก็คือ มีโอกาสน้อยมากที่จะเจอสัญญาณหลอก

capture-20130805-111956

จากตัวอย่าง GBP/USD ใน Daily chart ด้านบน เราได้ใส่ EMA10 (สีน้ำเงิน), EMA20 (สีแดง) และ MACD ในช่วงประมาณ วันที่ 15 ตุลาคม EMA10 ได้ตัดขึ้นเหนือ EMA20 เป็น Bullish crossover และ MACD ก็ตัดกันขึ้น และให้สัญญาณบายเช่นกัน และถ้าคุณถือโอกาสนี้เข้าบาย คุณก็จะได้กำไรมากทีเดียวในรอบนี้

และต่อมาเมื่อเส้นค่าเฉลี่ยทั้งสองและ MACD ให้สัญญาณเซลสองครั้ง ก็คือการบอกว่านี่คือเทรนขาลงที่แข็งแกร่ง และถ้าเราเซลก็จะทำให้เราได้กำไรก้อนโตจากการเทรดตามเทรน

ทีนี้เราลองมาดูตัวอย่างอื่นกันบ้าง เพื่อให้เห็นว่าสัญญาณ Crossover ในบางครั้งก็มีผิดพลาดได้เหมือนกัน  

capture-20130805-112033

วันที่ 15 มีนาคม  MACD มีการตัดขึ้นเป็นครั้งแรก ขณะที่เส้นค่าเฉลี่ยไม่ได้ให้สัญญาณอะไรเลย และถ้าคุณทำตามสัญญาณบายที่ได้จาก MACD คุณก็จะทุรนทุรายจากการที่โดนราคาลากลงมา และในทำนองเดียวกัน สัญญาณบายจาก MACD ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ไม่ได้มาพร้อมกับการตัดกันของเส้นค่าเฉลี่ย ถ้าคุณเข้าบายทันทีในตอนนั้น คุณก็อาจจะขาดทุนได้เพราะหลังจากนั้นราคาได้ปรับตัวลงมาเล็กน้อย

และสิ่งต่างๆเหล่านี้ก็คือตัวอย่างของจุดเด่นและจุดด้อยของ Indicators ทั้งสองประเภท ตัวนึงจะให้สัญญาณที่เร็วมากทำให้ไม่พลาดโอกาสทำกำไรก้อนโต แต่ก็มีสัญญาณหลอกที่พบได้บ่อย ส่วนอีกตัวให้สัญญาณที่แน่นอนกว่า แต่ช้ากว่าทำให้เสียโอกาสในการทำกำไรก้อนโต 

ขอบคุณบทความจาก : http://tradding2onlinemoney.blogspot.com

Leading Indicators (Oscillators)

Leading Indicators (Oscillators)

Oscillator คือ การแกว่งตัว เป็นเครื่องมือที่ให้ข้อมูลเกี่ยวที่เคลื่อนย้ายไปมาระหว่างจุดสองจุด อาจกล่าวได้ว่ามันเป็นเครื่องมือที่จะวิ่งไปตกอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่งระหว่างจุด A และ จุด B ลองนึกภาพเวลาคุณเปิดพัดลม แล้วกดที่สวิสเพื่อให้พัดลมส่ายหน้าไปมา

ทีนี้ลองมานึกถึง Indicators ซึ่งจะให้สัญญาณอย่างใดอย่างหนึ่งคือ เปิด หรือ ปิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Oscillator ที่ปรกติจะให้สัญญาณว่าจะต้อง บาย หรือ เซล  มีข้อยกเว้นเพียงอย่างเดียวคือกรณีที่เมื่อ Oscillator ไม่ได้อยู่ตรงช่วงท้ายสุดของรอบการซื้อหรือการขาย

Stochastic, Parabolic SAR, และ Relative Strength Index (RSI) ต่างก็เป็น Oscilltors ซึ่ง แต่ละตัวต่างถูกออกแบบมาเพื่อส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ของการกลับตัวของราคา ซึ่งแนวโน้มก่อนหน้าได้วิ่งมาถึงระดับราคาที่พร้อมจะมีการเปลี่ยนทิศทาง

ลองมาดูตัวอย่างกันซักสองสามตัวอย่าง เราได้ใส่ Oscillators ทั้ง 3 อย่างไปในกราฟ GBP/USD ด้านล่าง เราจะเห็นว่าสัญญาณจากทั้ง 3 ตัวชี้วัดส่งสัญญาณบายในช่วงปลายเดือนธันวาคม และการเทรดครั้งนั้นจะได้กำไรประมาณ 400 จุด

capture-20130805-082402

จากนั้นในช่วงสัปดาห์ที่สามของเดือนมกราคม Stochastic , Parabolic SAR และ RSI ต่างก็ให้สัญญาณขาย และเป็นอยู่อย่างนั้นเป็นเวลาสามเดือนหลังจากนั้น ถ้าคุณได้เซลในครั้งนี้คุณก็จะได้กำไรก้อนโต  และต่อมาประมาณกาลางเดือนเมษายน Oscillators ทั้งสาม ก็ให้สัญญาณเซลอีกครั้ง หลังจากที่ราคามีการดีดขึ้นไปอย่างรวดเร็ว นี่คือตัวอย่างการให้สัญญาณที่ถูกต้องของทั้งสาม Oscillators 

ทีนี้เรามาดูการให้สัญญาณที่ผิดพลาดของกันบ้าง เพื่อให้คุณตระหนักไว้ว่าสัญญาณจาก Oscillators เหล่านี้ไม่ได้สมบูรณ์แบบเสมอไป ตามภาพกราฟตัวอย่างด้านล่าง เราจะเห็นได้ว่าตัวชี้วัดสามารถให้สัญญาณที่ขัดแย้งกันได้ อย่างเช่น Parabolic SAR ให้สัญญาณเซลในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ในขณะที่ Stochastic ให้เห็นสัญญาณที่ตรงข้าม แล้วทีนี้เราจะเชื่อสัญญาณไหนดีล่ะ? และ RSI ก็ดูเหมือนจะลังเลอยู่ เพราะมันไม่ได้ให้สัญญาณบาย หรือ เซลในเวลานั้นเลย

capture-20130805-090608

จากภาพตัวอย่างด้านบน คุณเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีการเกิดสัญญาณหลอกเกิดขึ้นเยอะมาก ตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่สองของเดือนเมษายน ทั้ง Stochastic และ RSI ให้สัญญาณเซลในขณะที่ Parabolic SAR ไม่ได้ส่งสัญญาณใดๆ ราคาได้ปรับตัวขึ้นจากตรงนั้นอีกระยะหนึ่ง และคุณอาจจะขาดทุนอยู่ช่วงหนึ่งในตอนนั้นถ้าคุรตัดสินใจเซลตั้งแต่เมื่อเห็นสัญญาณ  และคุณอาจจะขาดทุนอีกครั้งในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ถ้าคุณเข้าออเดอร์ตามสัญญาณบายจาก Stochastic และ RSI โดยที่ไม่สนใจสัญญาณขายจาก Parabolic SAR

จากตัวอย่างดังกล่าวเป็นการรวมตัวเป็นเซทของ Indicators ที่ดีหรือไม่นั้น คำตอบอยู่ที่วิธีการคำณวนและวิเคราะห์ของแต่ละคน

Stochastic มีหลักการทำงานที่ขึ้นอยู่กับช่วง สูง-ต่ำของช่วงเวลา (ในกรณีนี้เป็นกราฟรายชั่วโมง) ส่วน RSI จะมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อจากราคาปิดหนึ่งไปยังราคาปิดต่อไป (แท่งต่อแท่ง) และ Parabolic SAR มีการคำนวณเฉพาะของตัวเองที่สามารถก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นได้

และนั่นก็เป็นธรรมชาติของ Oscillators พวกมันจะคิดว่าการเคลื่อนไหวของราคาโดยเฉพาะเจาะจงจะเป็นการกลับตัวเสมอ ซึ่งดูเหมือนว่า Oscillators ของเราจะคิดเอาแต่ได้ไปหน่อย :)

และในขณะที่เรารู้ถึงเหตุผลที่ว่าทำไม Leading indicator อาจจะให้สัญญาณที่ผิดพลาดได้ในบางครั้ง โดยที่เราไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงมันได้  และถ้าคุณได้รับสัญญาณที่ขัดแย้งกันของ Oscillators ก็จะเป็นการดีกว่าถ้าคุณอยู่เฉยๆ ดีกว่าที่จะเดาสุ่ม ถ้าราคาในกราฟไม่ได้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของคุณแล้วก็จงอย่าฝืนเทรด !!!

ขอบคุณบทความจาก : http://tradding2onlinemoney.blogspot.com

วันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2556

มารู้จัก Candlestick

ก่อนไปทำความรู้จักกับ Indicators ต่างๆ เรามารู้จักกับ Candlestick กันก่อนนะครับ  เพราะเป็นตัวหลักของการเล่นหุ้นเทคนิคเลยก็ว่า ได้

Candle2

เพื่อนๆ อาจเคยเห็นรูปภาพด้านบนกันมาบ้าง  ที่เป็นแท่งๆ สีเขียว และ สีแดง ตัวนี้ละที่เราเรียกว่า Candlestick หรือ แท่งเทียน ที่นักเทคนิคแทบทุกคนใช้กันดูราคา เปิดและปิดในแต่ละวันนั้นเอง

สีเขียวและสีแดง : จะเป็นราคาเปิดและราคาปิดของแต่ละวัน
เส้นสีดำตรางกลาง : จะเป็นจุด สูงสุด และ จุดต่ำสุด ของแต่ละวัน

เคลื่องนักเล่นหุ้นเทคนิค

วันนี้เราจะมารู้จักกับเครื่องมือต่างๆ ของนักเล่นหุ้นเทคนิคกันหรือที่เรียกกันว่า Indicators

ดาวน์โหลด

Indicators แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

  • Leading indicator เป็นตัวชี้วัดที่ให้สัญญาณก่อนที่จะเกิดเทรนใหม่ หรือ ก่อนที่ราคาจะมีการกลับตัว 
  • Lagging indicator เป็นตัวชี้วัดที่ให้สัญญาณหลังจากที่เทรนใหม่เกิดขึ้นแล้ว หรือหลังจากที่ราคามีการกลับตัวแล้ว เพื่อเป็นการยืนยันการกลับตัวหรือการเปลี่ยนเทรนของราคา และคุณควรรู้ว่าแนวโน้มใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว

แต่อย่างคิดว่าคุณจะรวยด้วยการเทรดโดย Indicators เพียงอย่างเดียว เพราะ Indicatiors ทุกตัวเป็นการคำนวณ จากสถิติที่เกิดขึ้นและทำคาดการอนาคต แต่ก็มีความน่าเชื่อถือสูงกว่าที่จะทำการเทรด แบบใช้อารมณ์ของตัวเองนะครับ

บทต่อไปเราจะมารู้จักกับรูปแบบ Indicators ต่างกัน

วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2556

แนวคิดการวิเคราะห์หุ้นเทคนิค

 

km38978_20120326093513_561827189_fullsize

การวิเคราะห์หุ้นด้วยวิธีทางเทคนิค จะเน้นไปทางเครื่องมือทางคณิตศาสตร์ และสถิติหลายประเภท

กฎเหล็กของผู้ที่เล่นหุ้นทางเทคนิด มีหลักๆ  3 ข้อ

  • ชาวเทคนิคอย่างเราเชื่อว่า ราคาได้สะท้อนทุกอย่างในตัวของกิจการนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นขอมูลข่าวสารที่มีผลกระทบต่อตัวกิจการ ผลประกอบการ เป็นต้น
  • การเคลื่อนไหวของราคามีลักษณะเป็นแนวโม้ม ซึ่งราคาจะเคลื่อนไหวอย่างมีแนวโน้ม  และจะคงอยู่ในทิศทางนั้นๆ ในช่วงระยะเวลาหนึ่งจนกว่าจะมีการเปลี่ยนทิศทางของแนวโน้มราคา
  • ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเสมอ  พฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุนจะยังคงมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับพฤติกรรมการ ลงทุนในอดีตเปรียบเสมือนนิสัยประจำตัว  พฤติกรรมเคยเป็นยังไงก็เป็นอย่างนั้น จึงสะท้อนออกมาในกราฟที่เป็นรูปแบบซ้ำๆ เดิม

บทความหลังเราจะมารู้จักกับเคลื่องมือต่างๆ ของชาวเทคนิคกัน

การวิเคราะห์หลักทรัพย์ หรือ ตัวหุ้น

profit_1_intro

การวิเคราะหลักทรัพย์ หรือ ตัวหุ้น นั้น มีหลากหลายวิธีซึ่งแบ่งหลักๆ ได้ สองแนวดังนี้  คือการวิเคราะห์ด้วยปัจจัยพื้นฐาน หรือ Fandamental Analysis และ วิเคราะห์แนวเทคนิค  หรือ Technical Analysis

ขยายความ :

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน หรือ Fandamental Analysis (หรือเรียกว่า VI) เป็นการวิเคราะห์หุ้นโดยดูจากปัจจับพื้นฐานของกิจการของบริษัทในด้านต่างๆ เช่น ผลกำไร การเติบโดของกิจการ ความสามารถในการแข่งขัน การเติบโตของตลาด ความซื้อสัตย์และความสามารถในการบริหารของผู้บริหาร ราคาหุ้นในปัจจุบัน รวมกถึงการดูภาพใหญ่ของกลุ่มอุตสาหกรรมหรือสภาวะเศรษฐกิจ การเมือง  โดยในการลงทุนหุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐานนั้นจะเลือกหุ้นที่คาดว่าจะมีราคาที่เพิ่มขึ้นในอนาคต  เนื่องจากมีพื้นฐานกิจการที่ดีและน่าลงทุน

การวิเคราะห์แนวเทคนิค หรือ Tenhnical Analysis (หรือเรียกว่า เด็กเทคนิค) เป็นแนวทางการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในอดีต  เพื่อคาดการณ์ถึงแนวโน้มราคาในอนาคตรวมถึงราคาที่ควรจะซื้อหรือขาย ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

ทั้ง 2 วิธีเน้นการรักษาเงินต้นทุน ของพวกเราทั้งคู่ครับ

ซึ่งเนื้อหาในบล็อกนี้ส่วนใหญ่จะเป็นการวิเคราะห์ทางหุ้นเทคนิคสะส่วนใหญ่  เพราะผู้เขียนถนัดด้านนี้มากกว่าครับ(แต่ก็ยังไม่โปรเท่าไหร่นะคร้บ…^^)

วันพุธที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2556

คอมมิชชั่น

การซื้อขายหุ้น หรือที่เราเรียกกันว่าการ “เทรด” มีหลากหลายวิธี  แต่ที่หลักๆ เลย ที่เราใช้จะมี 2 วิธี

023

วิธีที่ 1 : เทรดผ่านมาร์

ข้อดี 

  1. มาร์คอยรายงานผลการซื้อขาย ,แจ้งข่าวหุ้นที่เรามี ,แนะนำหุ้น, ตลอดจนความเคลื่อนไหวต่างๆในตลาดหุ้นให้เราทราบ
  2. ได้สินน้ำใจเวลาถึงเทศกาลสำคัญๆ ( ขึ้นกับความสนิท , ยอดเทรดเยอะหรือไม่ )


ข้อเสีย

  1. ค่าคอมมิชชั่นที่จ่ายให้โบรกเกอร์สูงกว่าเทรดออนไลน์ ( 0.25% ไม่รวม Vat 7%)
  2. ผู้เล่นหุ้นอยู่บ้าน พอโทรไปหามาร์ปรากฏว่า มาร์กำลังติดสายลูกค้ารายใหญ่ ! T_T กำ

วิธีที่ 2 : เทรดออนไลน์

ข้อดี

  1. สะดวก รวดเร็ว ข้อมูลอัพเดทบนหน้าจอให้รับทราบทันที
  2. มีเครื่องมือช่วยวิเคราะห์และตัดสินใจซื้อขายด้วยตัวเอง
  3. ค่าคอมมิชชั่นถูกกว่า ( 0.15% ถึง 0.20% )

ข้อเสีย

  1. ผู้เล่นหุ้นคีย์คำสั่งผิดเอง เช่น อยากจะขายหุ้นแต่ดันคีย์เป็น ซื้อ เพิ่มเข้ามาอีก กลุ้มเลย
  2. ระบบอินเตอร์เนทของโบรกเกอร์ขัดข้อง ถ้าเล่นเกร็งกำไรในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน ตายแน่ –_-"

ต่อจากนี้ก็อยู่ที่เพื่อนๆ แล้วว่าจะทำการ เทรดหุ้น แบบไหน???

หลักฐานที่ใช้ในการเปิดบัญชีหุ้น

book

หลักฐานที่เราใช้ในการเปิดบัญชีหุ้น มีดังนี้

  1. ชุดขำขอเปิดบัญชี ของบริษัทหลักทรัพย์ที่เราจะเปิดบัญชีด้วย
  2. สำเนาบัตรประชาชน และ สำเนาทะเบียนบ้าน
  3. สำเนารายการเดินบัญชีเงินฝากธนาคาร/Bank Statement ย้อนหลัง 3 เดือน
  4. สำเนาหน้าแรกของสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารที่แสดงซื้อและเลขที่บัญชีของเพื่อนๆ  สำหรับการหักบัญชีเงินฝากอัตโนมัติ
  5. แสตมป์อากร 30 บาท

เปิดบัญชีหุ้น

s-03 copyเพื่อนที่สนใจเล่นห้นุ ก่อนที่เราจะซื้อขายหุ้นได้เราต้องทำการเปิดดบัญชีกับบริษัทหลักทรัพย์เสียก่อนหรือที่คนทั่วไปเรียกว่า “โบรกเกอร์” นั่นเอง

ขั้นตอนที่ 1 : เลือกบริษัทหลักทรัพย์ที่ต้องการขอเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ (โดยเพื่อนๆ สามารถดูรายชื่อบริษัทหลักทรัพย์ได้ที่ http://www.settrade.com/C00_BeginnerRedirect.jsp?txtPage=beginnerZone/th/beginner-broker-list.html

ขั้นตอนที่ 2 : กรอกแบบฟอร์มขอเปิดบัญชี  พร้อมกรอกแบบฟอร์มเพิ่มเติมอื่นๆ  ของบริษัทหลักทรัพที่เราเลือก

ขั้นตอนที่ 3 : เตรียมหลักฐาน และ จัดส่งหลักฐานที่ใช้ในการเปิดบัญชี

ขั้นตอนที่ 4 : รอผลการพิจารณา (ประมาณ 1-2 สัปดาห์) ทางบริษัทหลักทรัพย์จะทำการส่ง Username และ Password มาให้เพื่อนำไปใช้ในการเช้าระบบซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านอินเทอร์เน็ตจร้า

ขั้นตอนการเปิดบัญชีก็ง่ายๆ แค่นี้ละครับ  บทความถัดไปจะมารู้จักกับบัญชีซื้อขายหุ้นกัน…^^

วันอังคารที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

การลงทุนในหุ้น ใช่การพนันจริงหรือ

 

13625292671362529302l

การพนันนั้นเป็นการ  เป็นการวัดดวงถ้าแทงถูกก็ได้ แต่ถ้าผิดก็เสีย นี้คืหลักการของการพนัน ยกตัวอย่างเช่น หวย เป็นต้น

แต่ตลาดหุ้นไม่ใช่แหล่งการพนัน  มันคือสถานที่เพื่อจับจองธุรกิจที่คุณสนใจ  และเหมาะกับความสามารถในการรับความเสี่ยง และเป้าหมายทางการลงทุนของเพื่อน เช่น คุณมองธุรกิจคาดว่าอนาคตมีการคาดว่าจะได้มีผลกำไร ท่านจึงนำเงินไปร่วมลงทุนกับทางบริษัทนั้นๆ ทำให้ท่านได้ผลกำไรนั้น

ทั้งนี้ในมุมมองของผมจึงคิดว่าตลาดหุ้น ไม่ใน ตลาดการพนันนั้นเอง